Bangkok Art News

   ติดต่อเราได้ที่ E-mail: spintrue@truemail.com

Art Camp ที่สงขลา – บ้าน“ป๋า”ยังมีมนต์เสน่ห์

ตอนที่ ๔ มา“สงขลา”- มาบ้านเกิด“ป๋า”

ปีนี้ เป็นปีที่ใกล้วันเกิด “ป๋า” จะครบ ๙๙ ปี พวกเราก็คิดว่าในช่วงระยะเวลาที่สำคัญนี้
เราควรหาโอกาสไปเยือนบ้านเกิด “ป๋า”ที่จังหวัดสงขลา

รูปซ้ายมือเป็นบ้านเดิม "ป๋า" ที่สร้างชึ้นใหม่ใกล้ทางแยกถนน“จะนะ” ตัดกับถนน“ไทรบุรี”
ส่วนขวามือเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ อ.เกรียงไกร


มา“สงขลา”- มาบ้านเกิด“ป๋า”

บอกไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าการไป “สงขลา”ครั้งนี้เพื่อร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิด“ป๋า” ผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนให้ทนุนิสิต-นักศึกษา มายาวนานตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ถ้านับถึงปีนี้เป็นปีที่ ๑๙ ที่จะใกล้กับวันคล้ายวันเกิด “ป๋า” ครบ ๙๙ ปีในเดือนสิงหาคมปีหน้า(๒๕๖๒)

การจัด art camp มาที่ “สงขลา” ก็อย่างที่ว่าไว้ต้องการมาเพื่อมาหาความรู้จากท้องถิ่นบ้านเกิดของ “ป๋า” เพื่อสะสมไว้เป็นมงคลกับชีวิตอดีตนิสิต-นักศึกษาที่เคยได้รับทุนราว ๒๐๐ ชีวิต

บ้านเก่าหรือบ้านเดิมที่เป็นบ้านเกิดของ “ป๋า” ที่พวกเราได้ไปเยือน เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ที่ดูพอเพียงเรียบง่าย เนื้อที่ราว ๔๐-๕๐ ตารางวา ไม่ได้ใหญ่โตเว่อวัง ที่ตั้งอยู่ใกล้ทางแยกถนน“จะนะ” ตัดกับถนน“ไทรบุรี” บ้านหลังนี้ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด เหลือเพียงบ่อน?้ำหน้าบ้านที่ยังเป็นของเดิม

ปัจจุบัน บ้านหลังนี้ได้เปลี่ยนไปเป็น “พิพิธภัณฑ์บ้านป๋าเปรม” แล้วเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

การมาเยือนเมืองเก่าสงขลาครั้งเป็นที่น่าเสียดายที่ มีศิลปินระดับอาจารย์เพียงคนเดียวที่สนใจเขียนถึงบ้านเก่า “ป๋า”นั้นก็คือ อ.เกรียงไกร กุลพันธ์ ของ “ลาดกระบัง” ที่เป็นเด็กทุนรุ่นอาวุโส ที่หลายคนมองว่าผลงานชิ้นนี้น่าจะมีสิทธิได้ลุ้นเข้ารอบผลงาน ๑ ใน ๕ ผลงานยอดเยี่ยม

ผลงานชิ้นมีชื่อว่า “บ้านป๋า” ขนาด ๑๒๐ x ๑๐๐ ซม. ที่เป็นผลงานที่ตรงไปตรงมาเขียนถึงบ้าน“ป๋า”เห็นอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น นอกจากนี้ อ.เกรียงไกรยังสร้างผลงานเกี่ยวกับเมืองเก่าสงขลาอีกผลงานหนึ่งขนาดใหญ่ ๑๒๐ x ๑๐๐ ซม. เช่นกันมีชื่อว่า “นครใน” ที่ถ่ายทอดบรรยากาศเมืองเก่าสงขลาได้อย่างตรงไปตรงมา(ศืลปินยืนด้านขวา ใส่หมวก)

หลังจากแอบมองบ้าน “ป๋า” อยู่นานสองนาน ได้รู้แล้วว่าบ้านเกิด “ป๋า”อยู่ที่ไหนตรงไหน ที่เหมือนกับเป็นการได้ไหว้ครู ไหว้เจ้าที่ ไว้เป็นศิริมงคลแก่ชีวิตก่อนเดินทางแยกย้ายกันไปตามมุมเมืองเก่า

“สงขลา” เมืองนี้มีมนต์

ปัจจุบัน เมือง “เก่าสงขลา” ที่ข้ามกำแพงเมืองเก่าจากบ้าน “ป๋า” มาเพียงเล็กน้อยก็จะพบกับถนนเก่า ๓ สาย ถ้าตั้งต้นจากทะเลสาบสงขลา ถนนสายแรกก็จะเป็นถนน ”นครนอก” สายที่ ๒ ก็คือถนน “นครใน”และสายที่ ๓ ก็คือถนน “นางงาม” ที่ขนานกัน

ถนนทั้ง ๓ สาย เป็นที่ตั้งของบ้านที่อยู่อาศัย ร้านค้า หรือเป็นทั้งสองในที่เดียวกัน บรรยากาศเงียบสงบ งดงามมีกลิ่นไอของบ้านคนจีนโบราณที่ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมพื้นบ้านของคนสงขลาอย่างลงตัว แต่ไม่เป็นจีนจ๋าอย่าง“ไชน่าทาวน์” หรือ “เยาวราช”

กลิ่นไอที่เป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวนี้ ได้ดึงดูดและนำพาศิลปินหนุ่มสาวมายัง เมืองเก่าสงขลาเป็นจำนวนมากโดยมี “บ้านนครใน” ของ คุณกระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์อดีตวุฒิสมาชิก ที่ได้กรุณายกบ้านทั้งหลังให้เป็นศูนย์ชั่วคราวในการทำงาน
ทริปนี้ แถมเลี้ยงอาหารเย็นพื้นบ้านสงขลาเป็นของแถมให้ด้วย


"บ้านนครใน" ศูนย์กลางการทำงานชั่วคราวของ art camp ในการมาเมืองเก่าสงขลา



"บ้านนครใน" บ้านศูนย์กลางการสร้างสรรค์ศิลปะ art camp ที่เมืองเก่าสงขลา


วันนั้นถนน ๓ สายของเมืองเก่าสงขลาได้คลาคล่ำไปด้วยศิลปินน้อยใหญ่ ที่ต่างมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานของตนเองจากสถานที่จริง ที่จะขอหยิบยกมากล่าวเป็นศิลปินคู่ขวัญคู่แรก ก็คือ อ.สุริยะ ฉายะเจริญ กับ “เพียงขวัญ คำหรุ่น”

ที่ต้องหยิบยกศิลปินคู่ขวัญคู่นี้เป็นรายแรก ก็เนื่องจากทั้งคู่มีเกียรติประวัติการไป art camp ที่กระบี่เมื่อหลายปีก่อน ผลงานเข้าตาคณะกรรมการ ฝ่ายชายได้รับเลือกให้ขึ้นปกหน้า และฝ่ายหญิงได้รับเลือกให้ขึ้นปกหลังของสูจิบัตร art camp ในปีนั้น

การที่ผลงานชิ้นใดได้รับเลือกจากคณะกรรมการฯให้ขึ้นปกหน้าหรือปกหลังของสูจิบัตร art camp ถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของงานครับ

การมา “เมืองเก่าสงขลา” ของทั้งคู่เพื่อสร้างงานนั้น ทั้งคู่ได้อาศัยพื้นที่ด้านหน้าบานประตูเหล็กของบ้านเก่าหลังหนึ่งบนถนนนครใน โดยหันกันไปคนละทาง และสร้างผลงานกันคนละชิ้น อ.สุริยะสร้างผลงานชื่อ “Untitled” หรือไม่มีชื่อเล่าขานถึงความงามของตึกเก่าบน ๒ ฝั่งถนน ขณะที่ “เพียงขวัญ” ได้สร้างผลงานอันงดงามตัวตึกเก่าที่สูงที่สุดบนถนนสายนี้มีชื่อว่า “เมืองเก่าสงขลา”


"เพียงขวัญ"นั่งสร้างสรรค์งานอย่างตั้งใจ ขวาเป็นผลงานของ อ.สุริยะ ที่งดงาม


สำหรับผลงานชิ้นที่ ๓ ที่อยากหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังเป็นผลงานเด็กทุน “ป๋า” ที่เป็นเด็กสงขลา โดยแท้ ปัจจุบันนี้หลังจากได้ทุน ก็ก้าวหน้า ได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ในสถาบันศิลปะชั้นนำของม.ศิลปากร ศิลปินอาจารย์ท่านนี้ก็คือ “อ.ชูศักดิ์ ศรีขวัญ”

ที่ต้องให้จับตามองผลงานของ“อ.ชูศักดิ์”นั้นด้วยเกียรติประวัติในฝีมือ ที่จะเห็นกันใกล้ๆนี้อาจารย์ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินไทยคนหนึ่งที่ต้องสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับหนังตะลุงที่อาจารย์ชื่นชอบ เพื่อให้ชาวโลกได้ชื่นชมที่งาน Thailand Biennale ที่เมืองกระบี่ปลายปีนี้

สำหรับผลงานที่มอบให้ art camp ครั้งนี้ อ.ชูศักดิ์ ได้สร้างสรรค์ผลงานขนาด ๑๐๐x๘๐ ซม. ด้วยสีอะคริลิคบนผ้าใบ ชื่อ“โรงสีแดง สงขลา” โรงสีข้าวเก่าแก่ของคนจีนในย่านเมืองเก่าสงขลาที่ตัวอาคารทาด้วยสีแดงสะดุดตาให้พวกเราได้ลุ้นกันไปว่าจะได้รับเลือก ให้เข้ารอบ ๑ ใน ๕ หรือไม่?


“อ.ชูศักดิ์”นั่งสร้างสรรค์อย่างเอาจริงเอาจังอยู่บนถนนนครนอก เพื่อสร้างสรรค์ผลงานชือ“โรงสีแดง สงขลา”


เงื่อนไขการคัดยอดฝีมือและการตัดสิน

การมาเยือน “สงขลา” ในครั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนฯอยากให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กทุน“ป๋า” ที่มาร่วมกันเป็นร้อยๆชีวิต จึงได้มีการกำหนดเงื่อนไขเป็นแรงจูงใจ ที่จะมีการมอบรางวัลให้กับผลงาน ๕ ผลงานที่ได้คับการคัดเลือกให้เป็นผลงาน “ยอดเยี่ยม” เช่นในปีที่แล้ว

แต่ในปีนี้ ได้มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเกิดประโยชน์กับเด็กทุน “ป๋า” เพิ่มขึ้น โดยจะมีการเลือกผลงานที่ยอดเยี่ยมในจำนวน ๕ ผลงาน ที่ได้รับเลือกให้เหลือ ๒ ผลงานที่ดีที่สุด เพื่อนำเข้าประมูล ใน “พิธีมอบทุนและประมูล” ของกองทุนฯที่จะมีขึ้นในเดือน พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่โดยผ่านมางานนี้ได้มีการจัดประมูลอย่างต่อเนื่อง มาแล้ว ๑๘ ปี ๑๘ ครั้ง

ผลงานที่นำขึ้นประมูลส่วนใหญ่จะเป็น ผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยม โดยที่ ผ่านมา พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ผู้ริเริ่มก่อตั้งกองทุนฯจะได้ให้เกียรติมา เป็นประธานในพิธีทุกปี

สำหรับงานๆนี้ คนในวงการศิลปะถือว่า การ ได้รับการคัดเลือกผลงานเข้าประมูลถือว่าเป็นเกียรติ สูงมาก เมื่อทราบเงื่อนไขแล้ว ก็ได้เวลาตัดสินเฟ้นหา ฝีมือยอดเยี่ยม ๕ คน เพื่อคัดเลือกให้เหลือ ๒ คนที่ เป็นยอดเยี่ยมของยอดเยี่ยม จากจำนวนผลงานทั้งสิ้น ๒๓๗ ที่เป็นจำนวนมาก พอๆกับการแข่งขันการ ประกวดศิลปกรรมใหญ่ๆงานหนึ่งของประเทศเลย

คณะกรรมการตัดสินถ้าเริ่มจาก ผศ.ไพโรจน์ วังบอน ที่รับหน้าที่เป็นประธานกรรมการ โดยมี ศ.วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ และ อ.อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ เป็นที่ปรึกษาและร่วมตัดสิน โดยมีศิลปินอาวุโสอย่างเช่น อ.วีรเดช และ “พี่เซียน” (นภดล โชตะสิริ) ร่วมตัดสิน คัดเลือกผลงานในครั้งนี้


(โปรดติดตามตอนที ๕ "คัดเลือกยอดฝีมือ art camp ๒๕๖๑")

(HOME)