มองเมืองน่านผ่านฝีแปรง“เด็กทุนป๋า”หาทุน“ช่วยน้อง”
ตอนที่ ๓ กระทบไหล่"แพะ”
...............................................
     ในการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเราในวันแรก (๒/๖/๖๐) ตื่นแต่เช้า ร่วมรับประทานอาหาร ภายหลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมได้แบ่งกลุ่มการทำงานออกเป็น ๓ กลุ่มตามความสมัครใจ กลุ่มแรกมีจุดหมายปลายทางที่ อำเภอปัว เพื่อแสวงหาธรรมชาติท้องทุ่งที่งดงาม ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน กลุ่มนี้มีกว่า ๙๐ คน กลุ่มที่สอง มุ่งสู่ใจกลางเมืองบริเวณวัดภูมินทร์ ราว ๕๐ คน และกลุ่มสุดท้าย เป็นคณะ กรรมการกองทุนฯ ศิลปินอาวุโส และศิลปินท้องถิ่นประมาณ ๑๐ คน รวมตัวกันหาที่ริมน้ำน่าน เป็นที่สร้างสรรค์ผลงานในแบบ “พอเพียง”ด้วยสังขาร
     วันนั้นท้องทุ่งอำเภอปัว ร้านกาแฟ ร้านอาหารและเถียงนาที่มีอยู่เต็มไปด้วยศิลปินก็ยึดร้านกาแฟในบริเวณใกล้ๆ ท้องทุ่งนาสีเขียวขจี เห็นทิวเขาภูคาที่สูงตระหง่าน ส่วนที่ต้องการความสันโดษก็ยึดเถียงนาที่ห่างออกไปในทุ่ง เป็นที่สร้างสรรค์ผลงาน
     ส่วนที่เลือกทำเลไม่ได้ก็ต้องอาศัยทำเลที่ห่างไกล ออกไปอยู่ไกลสุดสายตา มีภาระเพิ่มต้องแบก กระป๋องสี เฟรม และอาหารกลางวัน เดินไปตามทางเดินเพื่อไปสู่เถียงนาที่ห่างทั้งผู้คนและถนนออกไป ศิลปินกลุ่มสันโดษนี้มีอยู่ราว ๖-๗ คน การทำงานนั้น บางครั้งอาจมีอุปสรรค อย่างที่เห็นเมื่อต้องทำงานบนเถียงนา ไม่มีขาตั้งเฟรมก็ต้องอาศัยฐานของขันโตกเป็นขาตั้ง ช่างแปลกตา ไปอีกแบบ
     ส่วนที่เหลือเชื่อไปกว่านั้น เถียงนานั้นมีพื้นที่จำกัด การทำงานบางครั้งศิลปินก็ต้องแบ่งพื้นที่กันทำงาน แต่ที่นี่ ศิลปินโดยเฉพาะศิลปินหญิงคนนี้ ไม่ได้แบ่งพื้นที่กับใคร แต่ต้องแบ่งพื้นที่กับ “แพะ” เจ้าถิ่นที่ไม่ยอม ขยับหนี นั่งทำงานกันแบบไหล่ชนไหล่ เบียดกันตลอด ไม่มีใครยอมใครอย่างที่เห็น
     การสร้างสรรค์ผลงานนั้นต้องอยู่ที่ใจ ความทุ่มเท เช่นศิลปินรายนี้ “วิสิทธิ์ เตชสิริโกศล” อดีตนักศึกษาทุนปี ๒๕๕๑ ได้พกเอาหัวใจมาด้วยจาก “นครฯ” (นครศรีธรรมราช) พกพาลูกชายชื่อ “หงดิน” และภรรยา(ที่ได้ทุนปีเดียวกัน) มาด้วยในแบบยกครัว      (โปรดติดตามตอนที่ ๔ ยอดฝีแปรงที่ปัว)