ไม่มี"คีนี"อาจไม่มี"อ.ศิลป์"จริงหรือ? (3)

ได้ยินมาจากการเสวนา เรื่อง เส้นสี ฝีแปรงและพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ ของ กาลิเลโอ คีนี

    ในการเสวนาในวันนั้น ผอ.พูลศรี จีบแก้ว ได้กล่าวแนะนำ อ.อำมฤทธิ์ ไว้สั้นๆแต่มีความหมายยาว ว่า "เป็นคีนี กลับชาติมากเกิด"
      ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด จากประวัติเริ่มตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่ม.ศิลปากร อ.อำมฤทธิ์ก็เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ"คีนี" เริ่มด้วยงานสำคัญตามวัยรับแบกหาม ติดตั้งผลงานของ"คีนี"ในนิทรรศการ
     บางครั้งก็ยังหาลำไพ่พิเศษรับจ้างเฝ้าผลงาน ได้ทั้งรายได้ ได้ทั้งความรู้ และคุ้นเคยกับผลงาน"คีนี" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นนานกว่า 30 ปี
     การได้ร่วมจัดนิทรรศการซ้ำๆมากครั้งอ.อำมฤทธิ์ก็มีประสบการณ์มากขึ้น มีความรู้ในรายละเอียดเรื่องส่วนตัว "คีนี" มากขึ้น เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ได้ยกระดับกลายมาเป็นภัณฑา รักษ์ (Curator)ของ"คีนี"ไปโดยไม่รู้ตัว
     และหลังจากจบการศึกษา อ.อำมฤทธิ์ ก็มีเวลามากขึ้น ได้ขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพ-เวนิชมากขึ้นคุ้นเคยกับครอบครัว"คีนี"มากขึ้นซึ่งเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ความรู้ไปด้วย
     เพราะฉะนั้นผลงานของ"คีนี"ที่นำมาแสดงในประเทศไทยทั้งที่ผ่านสถานฑูตอิตาลีในประเทศไทยหรือการนำเข้ามาโดยครอบครัว"คีนี" เรียกได้ว่าอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ currator ท่านนี้แต่เพียงผู้เดียว
     ผลงานชิ้นใหญ่ด้านบนนี้ก็มาจากฝีมือการถ่ายภาพของอ.อำมฤทธิ์ที่ได้มากจากอิตาลี ด้วยการอนุญาตของครอบครัว"คีนี"
     อ.อำมฤทิ์ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่าผลงานนี้"คีนี"ได้เขียนขึ้นระหว่างปี 2454-2456 ที่มาทำงานในราชสำนักเป็นเวลา 3 ปี เป็นรูปที่"คีนี"ไปเที่ยวเยาวราชในวันตรุษจีน
     สีสันการฉลองตรุษจีนในเยาวราชนั้นก็เต็มไปด้วยสีแดง ที่คนจีนยุคนั้นหรือยุคนี้ถือว่าเป็นสีมงคล และก็มีการละเล่นการเชิดสิงห์โต
     โดยคนจีนในยุคนั้นจะเห็นได้ชัดว่ายังนิยมไว้หางเปีย
     เยาวราชในยุคนั้น นอกจากจะเป็นไชน่าทาวน์หรือแหล่งของคนจีนอยู่กันแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางแหล่งบันเทิง มีทุกอย่าง มีโรงฝิ่น โรงน้ำชา บ่อนการพนัน ผู้หญิงหากิน...ครบ
     ก็เป็นเรื่องของชายชอบสนุกอย่าง "คีนี" ที่มาเมืองไทยวัย 38 ปี ก็ต้องชื่นชอบเยาวราชเป็นธรรมดา
     และการเดินทางจากบ้านที่อยู่ในซอบข้างกำแพงวัดสามพระยาฯ บางขุนพรหม ของเจ้าพระยาท่านหนึ่ง ที่ท่านเช่าไว้พักอาศัยช่วงที่อยู่เมืองไทยก็ไม่ไกลจากเยาวราช การเดินทางไปมาก็สะดวก
     ผลงานของ "คีนี" จึงมีเยาวราชในกิจกรรมต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก
     นอกจากนี้ท่านยังนำข้อมูลความรู้ที่ได้จากเยาวราชไปใช้กับงานสร้างฉากโอเปร่าชื่อดังในยุคนั้น เรื่อง Turandot ของ"จาโกโม ปุชชีนี"กวีชื่อก้องในยุคนั้น
     โดยอาศัยประสบการณ์ท่องยุทธจักรเยาวราชมานาน นำเอาความรู้จากเยาวราชเนรมิตฉากในเมืองจีนได้สมจริงสมจังเป็นที่ชื่นชอบของคนดู โดยหารู้ไม่ว่าท้้งหมดมาจากเยาวราชของเมืองไทยล้วนๆ เพราะท่านไม่เคยไปเมืองจีนแม้แต่วันเดียว
   และการที่บ้านที่ท่านอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงเดินลึกเข้าไปไม่กี่ก้าว ได้เห็นความงามของแม่น้ำเจ้าพระยาในยุคนั้นที่งดงาม ก็ทำให้ผลงานของท่านที่เป็นฉากในเยาวราชเป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีผลงานของเจ้าพระยาจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
     แต่อย่างที่ อ.อำมฤทธิ์กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้วว่าท่านมาทำงานอยู่ในประเทศไทยในระยะเวลาสั้นๆ คือ 3 ปี แล้วก็กลับอิตาลี ไม่ได้กลับมาอีกเลย
     การจากกรุงเทพไป แต่หัวใจของท่านยังฝากไว้ที่นี่ ด้วยความรักความผูกพันธ์
     ทำให้การกลับไปบ้านเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ท่านได้กลับไปที่สถานบันการศึกษาเก่าของท่านคือ "สถาบันศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์ "เพื่อเฟ้นหาศิลปินฝีมือดี เพื่อชวนให้มาทำงานที่เมืองไทย
    เพราะท่านเห็นว่าเมืองไทยนั้นเป็นเมืองน่าอยู่ น่าทำงานมากในยุคนั้น
   การเดินทางครั้งนี้ก็พบว่ามีรุ่นน้องอยู่คนหนึ่งที่อายุห่างจากท่าน 16 ปี และเก่งมากที่ชื่อว่า คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci)กำลังศึกษาอยู่ ยังไม่จบ เนื่องจากสถาบันแห่งนี้มีหลักสูตรการสอนที่ยาวนานถึง 7 ปี
   ยังไม่จบก็คือยังไม่จบ ท่านก็ยังเดินเข้าออกสถาบันแห่งนี้เป็นว่าเล่น เพื่อทำความรู้จักพร้อมชี้ชวนล่วงหน้า
   ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยในรัชสมัยของพระบาทสม เด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะว่าจ้างชาวต่างขาติที่มีฝีมือเข้ามารับราชการเป็นช่างปั้นเช่นเดียวกัน
   จากแรงดูดรอบด้านและ Ferociได้จบด้านประติมากรรมพอดิบพอดี ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 พร้อมเกียรติประวัติได้รับรางวัลยาวเหยียด
   แรงดูดขนาดมหึมาที่มาทั่วสารทิศ ทั้งในและนอกประเทศ ส่งผลต่อการตัดสินใจของ Feroci ตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย มาสร้างประโยชน์อย่างเอนกอนันต์ให้กับประเทศนี้
     ถึงตรงนี้ อย่าถามอีกเลยว่า ถ้าไม่มี "คีนี"อาจไม่มี "อ.ศิลป์"จริงหรือ? เพราะเราก็รู้มาเพียงเท่านี้

(HOME)