Bangkok Art News

ติดต่อเราได้ที่ E-mail: spintrue@truemail.com

การจากไปของท่านอาจารย์นน (ศาสตรเมธี นนทิวรรธน์ จันทนผะลิน)และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีคนพูดถึงเรื่อง "เพลงสุดท้าย......"ในหนังสืองานศพของอาจารย์ ที่บอกเล่าถึงชีวิตการทำงานของท่านส่วนหนึ่งไว้
         Bangkok Art News จึงใคร่ขออนุญาตเป็นตัวแทนคัดลอกบทความนั้นมาลงซ้ำเพื่อให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน มีโอกาสได้อ่าน


เพลงสุดท้าย.........

ตอนที่ 4: "พระองค์สุดท้าย"


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ ทรงพระกรุณาเป็นประธานพิธีทางศาสนา ในการสร้าง "พระพุทธเทพทันตราช"


พระพุทธเทพทันตราช: พระองค์สุดท้าย

ผลงาน“พ่อของแผ่นดิน”ถือได้ว่าเป็นผลงานที่มีคนรู้จักมาก ส่งผลให้พวกเราต้องมาทำงานร่วมกันอีก 2-3ปีต่อมา ที่เป็นโครงการสุดท้าย

นั้นก็คือโครงการจัดสร้าง “พระพุทธเทพทันตราช” ของคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โครงการนี้ พวกเราได้รับทราบความเป็นมาจาก รศ.ทพ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีในเวลานั้น ว่าในวันที่ 2 เมษายน 2558 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ คณะฯจึงอยากจะได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเฉลิมพระเกียรติ์ และเป็นพระประจำคณะ

แรกเริ่มนั้นท่านคณบดีต้องการที่จะจำลองพระพุทธศักสิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชาในส่วนต่างๆของประเทศ ซึ่งโครงการนี้ได้มีความก้าวหน้าถึงขั้นการร่างแบบและร่างขนาดกันแล้ว แต่สะดุด เพราะหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยที่จะไปจำลองแบบมา

ท่านคณบดีที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ท่านก็เล่าให้ฟังว่าก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ ค้นหาใน Google พร้อมสอบถามพรรคพวกของท่านคือ รศ.นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ รองคณบดี คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชฯ (ตำแหน่งในเวลานั้น) ท่านก็ได้ทราบว่าคณะแพทย์เคยสร้างรูปปั้น “พ่อของแผ่นดิน” โดยท่านอาจารย์ได้ช่วยออกแบบและจัดสร้างให้


รศ.ทพ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีในเวลานั้น เยี่ยมชมต้นแบบ "พระพุทธเทพทันตราช" โดยมีท่านอาจารย์ให้การต้อนรับ


เมื่อได้ข้อมูลที่สามารถสรุปเป็นโครงการได้แล้ว ท่านคณบดีก็ติดต่อกับท่านอาจารย์เพื่อให้มาพูดคุยกันในรายละเอียดด้านการออกแบบและการผลิต จนตกลงกันในรายละเอียดด้านต่างๆได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านอาจารย์จึงได้ดึงผมเข้าร่วมงานในเวลาต่อมา

งานการออกแบบและควบคุมการผลิตนั้นค่อนข้างยุ่งยากและสลับซับซ้อน เนื่องจาก “พระพุทธเทพทันตราช” ที่จะจัดสร้างขึ้นจะมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กถึง 3 ขนาด และก็ยังมีเหรียญเสริมเข้ามาอีก 3 ชนิด ร่วมเป็น 6-7 ชนิดในงานเดียว

สำหรับขนาดที่ใหญ่ก็ใหญ่เป็นพระบูชา เป็นพระประธานในโบสถ์ ขนาดหน้าตัก 61 เซนติเมตร ความสูงพร้อมซุ้ม 1 เมตร 80 เซนติเมตร เป็นพระประธานตั้งอยู่ที่ชั้น 7 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา ที่ถนนโยธี ในเวลานี้

ส่วนอีก 2 ขนาดนั้น ขนาดใหญ่หน้าตัก 9.9นิ้ว (รูป) และขนาดที่ 3 หน้าตัก 6.1นิ้ว (รูป) นอกจากนี้ยัง มีการผลิตเหรียญอีก 3 ชนิดคือ เหรียญทองคำ จำนวนจำกัดที่ 99 เหรียญ เหรียญเงิน 1,661 เหรียญ และเหรียญทองแดง (รูปเหรียญ 3 ชนิด) จำนวน 6,661 เหรียญ มอบให้ผู้บริจาค 300 บาท ต่อ 1 เหรียญ

การออกแบบและควบคุมการผลิตพระพุทธรูปและเหรียญนี้ แทบจะเรียกว่าคนละงาน และเป็นงานคนละอย่าง การผลิตก็ต้องอาศัย 2 โรงงาน คือการผลิตพระพุทธรูปผลิตที่อ่างทองโรงงานของคุณถวัลย์ เมืองช้างที่อยู่อ่างทอง ส่วนการผลิตเหรียญโรงงานอยู่ที่นครปฐม คืออยู่กันคนละทิศละทาง

ขณะที่งานสร้างพระสร้างเหรียญกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม อาจารย์ได้โชว์ให้ผมเห็นก้อนเนื้อที่ท่านเคยผ่าตัดเมื่อหลายปีก่อนเริ่มโตขึ้น หมอต้องการให้ท่านเข้าผ่าตัดโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยง แต่ท่านก็ผลัดผ่อนมาหลายครั้งเพราะต้องการให้งานนี้เสร็จลุล่วงไปก่อนถึงจะเข้าโรงพยาบาล

แต่ก้อนเนื้อร้ายก้อนนี้ดูจะไม่ยอมลดราวาศอก เพราะยิ่งท่านอาจารย์ทำงานหนักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องการออกแบบ การทำต้นแบบ การประสานงานกับโรงงาน การวางแผนการทำตลาด และประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ก้อนเนื้อนี้ก็ยิ่งโตมากขึ้น

แขนขวาก็เริ่มชา เริ่มไม่ค่อยมีความรู้สึก ไม่ค่อยมีแรง ทำให้อาจารย์ต้องเข้าผ่าตัดโดยด่วนที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

การรักษาเนื้อร้ายนี้ ไม่ได้จบลงเพียงการคว้านก้อนเนื้อส่วนนั้นออกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากถึงคว้านออกแล้วก็ยังมีเนื้อร้ายติดอยู่ทับเอ็นและกระดูก ไม่สามาถลอกออกได้หมด

ขั้นตอนการรักษาก็มีเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อสุขภาพอาจารย์มากขึ้นกว่าการผ่าตัดมาก เนื่องจากหมอต้องให้ “คีโม” อย่างต่อเนื่อง 6 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งสุขภาพท่านก็ทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด

ท่านผอมลง ท้องที่เคยลงพุง พุงก็หาย ผมที่เคยดกหนาสีดอกเลา ก็บางลงเพราะร่วง หัวก็ล้าน ต้องใส่หมวก

การเข้าร่วมพิธีมอบทุนประมูลประจำปี 2558 ท่านอาจารย์ต้องสวมวิกผมเพื่อขึ้นกล่าวรายงาน ทำให้ดูแปลกตาช่วงนี้อาจารย์ทรมานกับการรับ “คีโม” อย่างแสนสาหัส จนทำให้ท่านตัดสินใจยกเลิกการรับ “คีโม” ครั้งที่ 6 ครั้งสุดท้าย และไม่ยอมกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎอีก

ท่านได้ย้ายไปรักษากับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ฯ แทนที่มีการเปลี่ยนการรักษาจากการให้ “คีโม” เป็นการ“ฉายแสง” ซึ่งเป็นขั้นตอนการรักษาที่ต่อเนื่องจากการให้ “คีโม” ที่บริเวณเนื้อร้าย ที่ต้องฉายแสงต่อเนื่อง 30 ครั้ง30 วัน ในช่วงนี้สุขภาพท่านเริ่มฟื้นขึ้น

ช่วงที่ท่านป่วยมาก การประชุมและงานการผลิต ต้องส่งมวยแทนไปเป็นบ้างครั้งเพราะท่านป่วยไม่สามารถไปร่วมได้ แต่ช่วงไหนอาจารย์สามารถไปร่วมได้ท่านก็จะไม่ยอมขาดยอมฝืนสังขารร่วมประชุมไปจนจบทุกครั้ง

ช่วงนี้การสร้างพระพุทธรูปและเหรียญก็ยังดำเนินการไปได้ด้วยดี มีคนจองเป็นจำนวนมาก เหรียญทองก็หมดในเวลาสั้นๆจนหน้าแปลกใจ เหรียญเงินที่งดงามก็มีคนจองกันมาก ส่วนเหรีญทองแดงที่ท่านอาจารย์ต้องการตั้งราคาต่ำและถูก เพื่อให้คนที่ไม่ค่อยมีเงินได้เช่าไปบ้าง เช่นเดียวกันกับการตั้งราคา “พ่อของแผ่นดิน”

ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ท่านอาจารย์ตั้งราคาไว้จริงๆ คนที่ไม่ค่อยมีเงิน และไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการส่งเงินเพื่อเช่าเหรียญในครั้งนี้ก็ใช้วิธีการแปลกๆในการส่งเงิน ที่นิยมกันมากก็คือการเสี่ยงส่งเงิน 300 บาทมาในซองจดหมาย ซึ่งเสี่ยงมาก เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่สูญหาย

แต่ก็นับว่าโชคดีทางคณะฯเมื่อได้รับซองและเงินแล้ว ก็ได้จัดส่งเหรียญไปให้จนครบทุกราย

การที่ท่านอาจารย์รับทำงานชิ้นนี้ ท่านมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่ต้องการสร้างพระพุทธรูปที่มีความงามให้เป็นตัวแทนของศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้เป็นมรดกตกทอดให้กับวงการศิลปะและคนรุ่นหลังได้ชื่นชม

ซึ่งผมเชื่อว่าการดำเนินการที่ผ่านมาในการจัดสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ทุกประการ

(โปรดอ่านต่อตอนที่ 5 ตอนสุดท้าย: "ฝันที่ไม่เป็นจริง")

(HOME)