Bangkok Art News

ติดต่อเราได้ที่ E-mail: spintrue@truemail.com

การจากไปของท่านอาจารย์นน (ศาสตรเมธี นนทิวรรธน์ จันทนผะลิน)และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีคนพูดถึงเรื่อง "เพลงสุดท้าย......"ในหนังสืองานศพของอาจารย์ ที่บอกเล่าถึงชีวิตการทำงานของท่านส่วนหนึ่งไว้
         Bangkok Art News จึงใคร่ขออนุญาตเป็นตัวแทนคัดลอกบทความนั้นมาลงซ้ำเพื่อให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน มีโอกาสได้อ่าน


เพลงสุดท้าย.........

ตอนที่ 3: ทำงานนี้ต้องห้ามป่วย...ห้าม...


การจัดงานพิธีมอบทุนและประมูลที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนปาร์ค ที่ทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้า


ทำงานนี้ต้องห้ามป่วย...ห้าม...

การทำงานร่วมกับท่านอาจารย์ตลอดระยะเวลาอันยาวนานในช่วงที่ 2 ที่เป็นยุคของกองทุนฯนี้ เท่าที่ผมสังเกตเห็น ท่านมีความตั้งใจและใส่ใจเป็นอย่างมากกับรายละเอียดทุกอย่าง และทำงานด้วยความทุ่มเท

ความทุ่มเทที่ท่านมีให้เห็นนั้นอยากจะขอยกตัวอย่างในพิธีมอบทุนและประมูลของกองทุนฯประจำปี 2550 หรือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการจัดพิธีมอบทุนและประมูลครั้งที่ 7 หรือที่ 8 ที่จัดขึ้นที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนปาร์ค (เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว)

ในปีนั้น ก่อนที่จะถึงวันงานที่จัดขึ้นปลายปี ก็มีเค้ารางที่ไม่สู้ดี ท่านอาจารย์ได้ขอตัวไปอย่างเงียบๆ ไม่บอกพวกเรา เข้าโรงพยาบาล เพราะตรวจพบว่าแขนขวาท่อนบนของท่านมีเนื้องอกโตจนสังเกตเห็นได้ หมออยากจะให้ผ่าออก เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นเนื้อร้าย อาจารย์ได้ผลัดผ่อนหมอมาหลายครั้ง


ท่านอาจารย์แม้จะป่วย คืนวันนั้นก็ยังทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังต้อนรับแขกสำคัญ เช่น คุณปลิว ตรีวิศวเวทย์จาก ช.การช่าง


การผ่าตัดครั้งนั้นถ้าผมจำไม่ผิด เกิดขึ้นก่อนงานประมูลเพียง 10 วัน ที่จริงแล้วท่านอาจารย์ควรพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่คืนวันนั้น ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ “กรรมการและเลขานุการกองทุนฯ” (ตำแหน่งของท่านในเวลานั้น) ทำให้ท่านต้องฝืนสังขารเดินทางมาช่วยงาน

การจัดงานในวันนั้น จัดกันบริเวณชั้น 2 ของโรงแรม แต่พวกเรารวมทั้งท่านอาจารย์ก็ต้องมายืนรอแขกผู้ใหญ่อยู่ชั้น1เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแขกผู้ใหญ่ ที่เป็นงานที่พวกเราทำกันเป็นปกติทุกปี แต่ปีนี้ไม่ปกติ เพราะท่านอาจารย์ป่วยเพิ่งผ่านการผ่าตัด

การฝืนยืนต้อนรับแขก ได้ส่งผลกระทบต่อแผลผ่าตัดทำให้เลือดไหลรินออกมาตลอด ท่านต้องยืนสลับเดินไปกลับระหว่างห้องน้ำ ขณะที่ยืนก็มีอาการคล้ายจะเป็นลมเป็นพักๆต้องยืนสลับนั่งไปตลอด จนงานคืนนั้นจบลง ท่านอาจารย์จึงได้นั่งพักจริงๆ

การที่ท่านอาจารย์ยืนได้ในคืนนั้นเพราะใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผาเพื่อให้งานในคืนนั้นจบลงอย่างสมบูรณ์ ....เพราะท่านทำงานด้วยใจและศรัทธาที่มีต่อใครสักคนที่อยู่ ณ ที่นั้น

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจบงานท่านยังได้กระซิบกับผมว่า “ทำงานนี้....ห้ามป่วย...ห้ามตาย...”

งานคืนนั้นจบไปหลายปีแล้ว ....


บุญคุณที่อยู่ในใจ

การทำงานร่วมกับท่านอาจารย์ที่ผ่านมา ผมยังได้รับทราบถึงเรื่องราวในครอบครัวของอาจารย์บางส่วนไปด้วย

ท่านอาจารย์มีความผูกพันกับ“แม่”ของท่านมาก เป็นสิ่งที่ท่านรักและเทิดทูน

ท่านเคยเล่าชีวิตในวัยเด็กให้ผมฟัง ว่าท่านเป็นชาวสวนระแวกวัดดีดวดตอนเป็นเด็กท่านก็มีส่วนช่วย “แม่”ทำขนม เช่นข้าวต้มมัด เมื่อทำเสร็จแล้วยังช่วยนำไปขายเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งเป็นฉากชีวิตในวัยเด็กที่ท่านมีความสุขได้ช่วย“แม่”และครอบครัว

ด้านการเรียนอาจารย์เป็นคนเรียนเก่ง จะเห็นได้จากเมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่านก็มุ่งสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป์แหล่งชุมนุมของเด็กเก่งด้านศิลปะที่นัดหมายมาเล่นเก้าอี้ดนตรี สอบชิงที่นั่งเข้าเรียนที่สถาบันแห่งนี้ การสอบเข้าในครั้งนั้น ท่านอาจารย์สอบได้มาเป็นที่ 8

ต่อจากนั้นเมื่อจบจากวิทยาลัยช่างศิลป์ ท่านสอบเข้าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งที่ๆ การสอบแข่งขันของเด็กศิลป์ที่แสนจะเข้มข้น ใครพลาดน้ำตาก็นองหน้า ท่านอาจารย์ก็สอบได้มาเป็นอันดับที่ 2 ของนักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมด...

ความเก่งของท่าน ผมเดาว่าอาจจะได้แบบมาจาก “พ่อ” เพราะ “พ่อ” ท่านอาจารย์ก็เป็นเด็กเรียนดี “พ่อ”เรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในทำเนียบชั้นเรียนเดี่ยวกับ “พ่อ” มีนักเรียนชื่อ “เปรม” เป็นเพื่อนร่วมรุ่น มีรูปถ่ายหมู่เด็กสวนฯรุ่นนั้นมีทั้ง “พ่อ” และ “ป๋า” อยู่ ซึ่งท่านภูมิใจมาก

เรื่องนี้ “ป๋า” จะทราบหรือไม่ ท่านไม่เคยเล่าให้ผมฟัง

นอกจากความสัมพันธ์ของ “พ่อ” กับ “ป๋า”

ความสัมพันธ์ของ “แม่” กับ “ป๋า” ก็มีความสำคัญกับท่าน เพราะท่านรัก “แม่” มากอย่างที่กล่าวไว้แล้ว

เมื่อราว 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ “แม่” ท่านเสีย นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน

การจัดงานศพก็เป็นไปอย่างเรียบง่ายตามประเพณีที่วัดดีดวด ไม่มีการออกบัตรเชิญ ทุกอย่างเป็นไปตามประเพณีนิยม คือสวด 7 วัน แล้วก็เผาที่วัด

งานศพ “แม่” ก็ได้ดำเนินการตามนั้น

แต่ก่อนวันเผาหนึ่งวัน อาจารย์ก็ได้รับโทรศัพท์จาก “บ้านสี่เสา” โดยพลเรือโทพะจุณณ์ ว่า “ป๋า” จะมา

วันนั้นก็ค่อนข้างอลหม่าน เพราะ “ป๋า” มาแบบกะทันหัน ในขณะที่บ้านเมืองในยามนั้นมีการประท้วงทางการเมืองกันยกใหญ่

ตำรวจ ทหารก็มาที่วัดกันเยอะ เพื่อดูแลความเรียบร้อย แขกเหงื่อของท่านอาจารย์ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก

การที่ “ป๋า” มาท่านถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทุกอย่างต้องพร้อม ต้องเรียบร้อยสำหรับแขกสำคัญท่านนี้

วันนั้น “ป๋า” ถึงวัดดีดวด 5 โมงตรง ไม่ขาดไม่เกิน อาจารย์รู้ดีว่าในชีวิตที่เคยต้อนรับ “ป๋า” ไม่เคยมาสายแม้แต่ครั้งเดียว หรือนาทีเดียว

เมื่อมาถึง “ป๋า” ก็ตรงขึ้นเมนเผาศพ แล้วลงมา ทักทายท่านอาจารย์ที่รออยู่ที่รถ พร้อมมอบเงินให้จำนวนหนึ่ง ก่อนขึ้นรถกลับ เหตุการณ์ทั้งหมดใช้เวลาราว 15-20 นาที

การมาของ “ป๋า” ในวันนั้น ท่านบอกเล่าความรู้สึกให้พวกเราได้ฟังอยู่เสมอว่า ท่านถือว่าเป็นการให้เกียรติครอบครัวและคุณแม่ของท่านเป็นอย่างมาก

ถ้าให้ผมพูดแทนท่านคงไม่ผิด ว่าท่านไม่เคยลืมบุญคุณของ “ป๋า” ในวันนั้น จวบถึงวันนี้ ที่ท่านได้จากโลกนี้ไป


"พ่อของแผ่นดิน"

นอกจาก“แม่” และ“ป๋า” ท่านอาจารย์ยังมีคนในดวงใจอีกท่านหนึ่งที่ท่านให้ความเคารพอย่างสูงในชีวิต ท่านไม่เคยพูดว่า “ท่าน” นั้นเป็นผู้ใด แต่การแสดงออกด้วยการกระทำให้พวกเราเห็นได้เอง รู้ได้เอง

ในปี 2555 ครั้งที่ผมมีส่วนร่วมงานกับท่านในโครงการ “ช่วยเหลือทารกเกิดก่อนกำหนด” ของคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชฯ หารายได้ซื้อกล้องตรวจตาและสายตาให้กับเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสายตากับการมองเห็น


การแถลงข่าว โครงการ "ช่วยเหลือทารกเกิดก่อนกำหนด" ณ หอศิลป์ ม.ศิลปากร


ครั้งนั้นท่านอาจารย์ได้เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ผลงานชื่อ “พ่อของแผ่นดิน” ขนาดหน้าตักฐาน 9 นิ้ว ที่หล่อด้วยเซรามิคชนิด “พอร์เซเลน” (porcelain) สีขาวบริสุทธ์ที่งดงาม (รูปผลงาน) เพื่อจำหน่ายในแบบสั่งจองราคาผลงานละ 12,500บาท

แนวคิดของท่านในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ท่านได้อธิบายไว้ว่า “พ่อ” หรือรูปปั้นองค์ใหญ่ หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ส่วนรูปปั้นเด็กที่นั่งตัก ท่านหมายถึง ปวงชนชาวไทยทั้งมวล

อาจารย์ได้ให้ความหมายโดยรวมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๙) ทรงมีพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณ ในการดูแลปวงชนชาวไทยด้วยพระทัยที่ทรงเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา ทรงเอื้ออาทรให้พสกนิกรของพระองค์ได้อยู่ดี กินดี มีความสุขสงบโดยทั่วกัน”

ผลงานที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นนี้เป็นที่พอใจของศาตราจารย์คลีนิก นพ. อุดม คชินทร คณบดี คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชฯ (ตำแหน่งในเวลานั้น) และรองศาตราจารย์ นพ.ธราธิป โคละทัต (ตำแหน่งในเวลานั้น) ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

คุณหมออาวุโสทั้ง 2 ท่านเป็นคนฉลาดเห็นว่าท่านอาจารย์สร้างสรรค์ผลงานได้งามถูกใจ จึงได้ขอให้ท่านช่วยผลิต “พ่อของแผ่นดิน” เบอร์พิเศษขึ้นมาจำนวน 1 ผลงาน นอกเหนือจากจำนวนที่ตกลงกันไว้

ที่แรกเมื่อท่านอาจารย์ได้รับการติดต่อก็มีอาการงงๆ และมีคำถามว่า ทำไมต้องทำเบอร์พิเศษ? เพราะจำนวนที่จะผลิตก็มากแล้ว

ท่านมาหายงงหลังจากได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนจากท่านคณบดีว่า ทางคณะฯต้องการที่จะนำเบอร์พิเศษเพื่อนำขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชในเวลานั้น

เมื่อหายงง พวกเราก็ต้องรวมตัวกันวิ่งไปที่โรงงานเซรามิคที่ตั้งอยู่ที่ “ชัยนาท” กันเป็นว่าเล่น แบบวันเว้นวันเพื่อดูคุณภาพของผลงานที่เผาออกจากเตาว่ามีคุณภาพตามต้องการหรือไม่ โดยเฉพาะเบอร์พิเศษ ที่ต้องนำขึ้นถวายก่อนและให้ทันกับกำหนดเวลา

ผมจำได้ว่าท่านอาจารย์ทำงานนี้ทั้งดีใจ และกังวลใจว่าจะสามารถทำได้เสร็จตามเวลาหรือไม่?

การวิ่งไปวิ่งมาระหว่างกรุงเทพ-ชัยนาท ท่านต้องขับรถเอง โดนตำรวจเรียกก็หลายหน เพราะต้องขับด้วยความเร็วถึงจะทันเวลา เวลาโดนเรียกพวกเราก็นั่งรออยู่ในรถ ท่านก็ไปพบกับตำรวจด้วยตัวเองจนตำรวจบางคนจำท่านได้ เมื่อถูกเรียกครั้งที่ 2 ก็ถึงกับร้องว่า “อาจารย์อีกแล้ว...” แล้วก็ปล่อยท่าน

ความใจดีของตำรวจนั้นก็มีส่วนให้ท่านสามารถส่งงานให้กับคณะฯในแบบฉิวเฉียด ท่านต้องนำผลงานออกจากเตาตอนเช้าตรู่ แล้ววิ่งเข้ากรุงเทพฯทันที แล้วประกอบเป็นองค์โดยสมบูรณ์ตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งมอบให้กับท่านคณบดีแบบ “ร้อนๆจากเตา” เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวาย


ท่านอาจารย์มอบผลงานให้ ศ.คลีนิค นพ. อุดม คชินทร คณบดีฯ


หลังจากส่งมอบแล้ว ความเหนื่อยความกังวลใจได้หายไปอย่างปลิดทิ้ง

เหลือไว้แต่ความดีใจ ความภูมิใจที่แสดงออกจากใบหน้าของท่านในวันนั้น

แต่ก่อนที่จะจบเรื่องนี้ ตรงนี้ ผมอยากจะบอกข่าวดีกับผู้สะสมผลงาน “พ่อของแผ่นดิน” ว่าก่อนที่ท่านอาจารย์จะเสีย ท่านได้จำหน่ายผลงานชิ้นสุดท้ายที่ท่านมีอยู่ที่บ้านไปที่ราคา 150,000 บาทถ้วน

ส่งท้ายตอนที่ 3 นี้ ขอให้ท่านผู้ใจบุญจงโชคดี.......

(โปรดอ่านต่อตอนที่ 4 ที่จะพูดถึงเรื่อง "พระองค์สุดท้าย")

(HOME)