Bangkok Art News

ติดต่อเราได้ที่ E-mail: spintrue@truemail.com

การจากไปของท่านอาจารย์นน (ศาสตรเมธี นนทิวรรธน์ จันทนผะลิน)และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีคนพูดถึงเรื่อง "เพลงสุดท้าย......"ในหนังสืองานศพของอาจารย์ ที่บอกเล่าถึงชีวิตการทำงานของท่านส่วนหนึ่งไว้
         Bangkok Art News จึงใคร่ขออนุญาตเป็นตัวแทนคัดลอกบทความนั้นมาลงซ้ำเพื่อให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน มีโอกาสได้อ่าน


เพลงสุดท้าย.........

ตอนที่ 2: กำเนิดกองทุนส่งเสริมการศึกษาศิลปะฯ


ทีมงานที่เข้มแข็ง 3 ท่าน เริ่มจากซ้าย อ.ยุ่น (อ.วีระเดช พนมวันฯ) ดร.ดามพ์ สุคนธทรัพย์ และคุณไพฑ์รย์ วิโรจน์โภคา


ทีมงาน ASEAN Art Awards

การทำงานร่วมกับท่านอาจารย์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพราะการจัดงาน AEAN Art Awards เมื่อเริ่มขึ้น ก็ต่อเนื่องอีก 10 ปี อาจารย์กับผมก็ต้องร่วมงานกันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกันมาอีก 10 ปี ไม่เคยแยกจากกัน

ที่จริงการทำงาน ASEAN Art Awards ไม่ใช่ผมและอาจารย์จะทำคู่กันเพียง 2 คน ที่จริงมีคุณไพฑูรย์ วิโรจน์โภคา ดร.ดามพ์ สุคนธทรัพย์ และอาจารย์ยุ่น (อาจารย์วีระเดช พนมวัน ณ อยุธยา) ทำงานร่วมอยู่ด้วย ไม่เคยขาดคนใดคนหนึ่งตั้งแต่นั้นมา

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พวกเรายังได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นอย่างสูง เพราะเมื่อใดที่การประกวดระดับอาเซียนเวียนเข้ามาในประเทศไทยท่านก็จะกรุณาให้เกียรติเป็นประธานการเปิดงานมอบรางวัลทุกครั้งไป

ถ้าผมจำไม่ผิดประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพระดับอาเซียน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 10 ครั้งสุดท้าย แล้ว ASEAN Art Awards ก็ต้องปิดฉากลงอย่างถาวรด้วยสาเหตุหลายประการหลายปัจจัย แต่พวกเราก็ยังทำงานร่วมกันต่อมาอีก 17-18 ปี จนอาจารย์ได้จากเราอย่างกะทันหันไม่ทันตั้งตัว

กำเนิดกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะฯ

อย่างที่บอกไว้แล้ว ว่าเมื่อว่างเว้นจากการ ASEAN Art Awards พวกเรา 5 คน ก็ได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่ที่พวกเราเคารพด้วยการเชิญพวกเราทั้ง 5 คนเข้า “บ้านสี่เสา” บ้านเล็กแต่ชื่อใหญ่ ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนไทยว่าเป็นบ้านพักของ “ป๋า”

“บ้านสี่เสา” ที่มีชื่อว่า “บ้านสี่เสา” ผมเดาเอาว่าอาจจะมาจากที่ตั้งของตัวบ้านที่ตั้งอยู่ในเขต “สี่เสา เทเวศร์” คนเลยเรียกย่อๆ ให้สั้นลงว่า “บ้านสี่เสา”

ที่จริงแล้วบ้านหลังนี้มีชื่อว่า “บ้านสี่เสา” จริงหรือเปล่า? ก็ยังไม่ใครในหมู่พวกเรารู้สักคนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร? ต่างก็เรียกขานตามๆกันมา โดยไม่สงสัย


เป็นแขกของ "ป๋า" ที่บ้านสี่เสาในวันนั้น


การได้รับเชิญให้เข้าไปในบ้าน ถ้าเป็นบ้านอื่นก็คงไม่แปลก ไม่ตื่นเต้น แต่นี่เป็นบ้านสี่เสา ทุกคนตื่นเต้นเป็นธรรมดา ก็ต้องถามไถ่กันไปมาว่าจะแต่งตัวกันอย่างไร นัดเจอกันที่ไหนดี แล้วค่อยรวมตัวกันเดินทางไปที่ “บ้านสี่เสา” พร้อมกัน

ที่สำคัญเวลาไป “บ้านสี่เสา” ควรไปก่อน 1 ชั่วโมงดี หรือไปก่อน 30 นาทีถึงจะเหมาะ

คำถามเยอะไปหมด ถามกันแบบไม่รู้จบ จนถึงวันนัด เราก็มาพร้อมกันหน้าที่หน้า “บ้านสี่เสา” ก่อนเวลานัด 45 นาที ไม่ใช่ 1 ชั่วโมงหรือ 30 นาที

และก่อนที่จะเอื้อมมือไปเคาะประตูบ้าน ก็มีใครที่อยู่หลังประตูเปิดให้ก่อนที่มือเราจะสัมผัสประตู แล้วนำพวกเราเดินเข้าบ้าน ไปยังเรือนไม้ขนาดไม่ใหญ่นัก ที่มีสนามหญ้าและบริเวณไม่กว้างนัก


อดีตนิสิต-นักศึกษาที่่เคยได้รับทุน ชุมนุมกันในบ้าน "สี่เสา" ร่วมฉลองวันเกิด "ป๋า"


วันนั้น พวกเรารู้สึกว่าระยะทางสัก 30-40 เมตรที่ต้องเดินไปยังตัวบ้านไม้หลังนั้น ทำไมมันไกลได้ขนาดนั้น เดินเท่าไหร่ก็ยังไม่ถึงซักที่

เมื่อถึงเรือนไม้หลังนั้น พวกเราก็ได้พบกับ พลเรือตรี พะจุณณ์ ตามประทีป (ยศในเวลานั้น) รอคณะพวกเราอยู่ พร้อมทักทายพวกเราอย่างเป็นกันเองเพื่อช่วยบรรเทาอาการตื่นเต้นให้ลดลง พร้อมนำไปที่ห้องรับรอง


อดีตนิสิต-นักศึกษาที่่เคยได้รับทุน และอาจารย์ ร่วมฉลองวันเกิด "ป๋า" ที่บ้านสี่เสา


เท่าที่จำได้ เมื่อเราไปถึงยังห้องพักก็มีเจ้าหน้าที่นำน้ำชากาแฟมาเสริฟให้ทุกคน พักเดี่ยว “ป๋า” ก็เดินออกจากประตูบ้านด้านในทักทายพวกเราอย่างเป็นกันเอง พร้อมเชิญให้นั่งตามสบาย แล้วการสนทนาก็เริ่มขึ้น

ผมจำได้ว่าเราคุยกันอยู่ 15-16 นาที แล้ว “ป๋า” ก็มอบผลงานศิลปะที่ท่านสะสมไว้จำนวน 12-13 ผลงาน

ผลงานเหล่านี้แหละที่ทำให้พวกเราได้ทำงานร่วมกับท่านอาจารย์มาอย่างต่อเนื่องยืดยาวอีก 15-16 ปีได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จุดนี้แหละครับที่เป็นต้นกำเนิดกองทุนฯ(กองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ “มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์”นับตั้งแต่วันนั้นของปี 2533)


อดีตนิสิต-นักศึกษาท และอาจารย์ ร่วมกันจัดแสดงผลงานร่วมฉลองวันเกิด "ป๋า" ที่บ้านสี่เสา


แบ่งงานกันทำ

ยุคแรกๆอาจารย์นนท์ท่านมีส่วนอย่างมากที่ช่วยทำให้กองทุนฯเป็นรูปเป็นร่าง

เริ่มแรกก็เป็นผู้ที่ตั้งชื่อกองทุนฯนี้ในแบบสดๆ หลังจากนั้นก็นำพวกเราไปกราบเรียนเชิญ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เวลานั้นท่านเป็นแม่ทัพบกมาเป็นประธานจัดงาน และเชิญ ศ.เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ เป็นประธานดำเนินงานของกองทุนฯ ซึ่งผู้ใหญ่ทั้ง 2 ท่าน ก็ได้ให้ความกรุณาพวกเรา ตอบรับคำเชิญด้วยดี


พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คุยกับ ศ.เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ หน้าผลงาน ก่อนนำไปประมูลหายรายได้เพื่อการมอบทุน


หลังจากนั้นก็มีการเชิญผู้ใหญ่ต่างๆเข้ามาเป็นคณะกรรมการช่วยงานกันมากขึ้น เช่น อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติและมีศิลปินอาจารย์อีกจำนวนหนึ่ง ที่ได้เข้ามาช่วยงานในยุคบุกเบิกเริ่มแรกนี้

ส่วนผู้ที่มีบทบาทไม่แพ้อาจารย์นนท์ในเวลานั้น ก็คือคุณไพฑูรย์ ผู้สนับสนุนด้านการเงิน ให้คำปรึกษาด้านการจัดการ ควบคู่กับการทำงานร่วมกับท่านอาจารย์นนท์ไปด้วยทุกด้าน ทั้งที่ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา แต่เมื่อร่วมงาน ทำงานเสมือนเป็นกรรมการที่เข้มแข็งคนหนึ่ง ร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และเสนอแนะในส่ิงที่เป็นประโยชน์อยู่เสมอๆ


บทบาทของท่านอาจารย์นน กับคุณไพฑูรย์ ที่ทำงานคู่กันมาในแบบติดดิน ไม่มีอะไรพิเศษ


เวลาประชุมก็ใช้รถส่วนตัว การเดินทางไปร่วมกับกิจกรรม Art Camp หรือต้องเดินทางไปต่างจังหวัด คุณไพฑูรย์ก็จะด้วยเงินส่วนตัว และเมื่อไปถึงสถานที่ก็พักธรรมดากินอยู่ธรรมดา ไม่เคยมีอะไรพิเศษ

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเสนาธิการอีกท่านหนึ่ง ดร.ดามพ์ ก็เป็นกำลังหลักที่สำคัญมากเนื่องจากพวกเราส่วนใหญ่เป็นศิลปิน เก่งเขียนรูป แต่การประมูลหาเงินหารายได้ไม่ค่อยถนัด ไม่รู้จักใครแม้แต่คนเดียวทำให้เป็นที่หนักอกหนักใจในการทำงานมาก


อาจารย์นน ยืนคู่กับรูปปั้นของท่าน โดยมี ดร.ดามพ์ ยืนอยู่ข้างๆตลอด


มี ดร.ดามพ์คนเดียวก็เหมือนมีพระมาโปรด เพราะท่านเป็นคนที่มีคนกว้างขวาง รู้จักคนมาก เมื่อยกเรื่องนี้ขึ้นกับท่านทุกอย่างที่เราหนักอกหนักใจกันมานานก็หายเป็นปลิดทิ้ง ดร.ดามพ์ยกมือถือโทรติดต่อบริษัทประมูลระดับโลกได้ในทันที่


คุณเยาวณี กำลังช่วยดำเนินการประมูลผลงานของท่านอาจารย์นน


บริษัทดังกล่าวนี้ก็ คือ Christies’ Auction ที่มีผู้แทนในประเทศไทยคือ คุณเยาวณี นิรันดร ให้มาช่วยดำเนินการประมูล โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้แล้ว ยังได้มอบรายชื่อผู้ประมูลชั้นแนวหน้าให้กับพวกเราให้ไปเชิญมาร่วมประมูล พร้อมช่วยเชิญแขกมาร่วมประมูลด้วยทุกปี

ส่วนเสนาธิการท่านสุดท้ายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีหนวดเครางาม ชื่อ“อาจารย์ยุ่น”มีหน้าที่ช่วยอาจารย์นนท์ประสานกับศิลปินเพื่อขอบริจาคผลงานมาประมูล และคัดเลือกนิสิตนักศึกษารับทุนรวมทั้งรับภาระการจัด Art Camp ทุกปี


อาจารย์นนได้นำอดีตนิสิต-นักศึกษาทุนรุ่นแรก เดินทางไป "บ้านดำ" เชียงราย โดยมี อ.ถวัลย์ ดัชนี ให้การต้อนรับ


Art Camp นั้นเป็นกิจกรรมประจำปีที่ท่านอาจารย์นนท์ให้ความสำคัญมาก ท่านจะไปร่วมทุกปีทุกครั้ง เพราะกิจกรรม Art Camp ได้ให้โอกาสกับนิสิตนักศึกษาที่ได้รับทุนได้มีโอกาสได้มาพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน สานสัมพันธ์ซึ่งกัน และมีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน

การเดินทางไป Art Camp ไปในจังหวัดต่างๆ ยังเอื้อประโยชน์ให้นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้คนอาชีพต่างๆในพื้นที่ๆมีการจัด Art Camp ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมกับศิลปินท้องถิ่น และช่วยยกระดับการเรียนศิลปะให้กับนักเรียนครูอาจารย์ในพื้นที่


ศิลปินได้มีโอกาสพบกับผู้นำท้องถิ่นเช่นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนองและผู้นำท้องถ่นแหลมนาว


กิจกรรมนี้ประการหนึ่ง ก็คือการจัดประกวดวาดเขียนให้กับนักเรียนในพื้นที่ โดยมีอดีตนิสิตนักศึกษาที่เป็นคนเก่งเคยได้รับทุน ครูอาจารย์ผู้ใหญ่และศิลปินแห่งชาติ คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่เหล่านี้


ศิลปินได้มีโอกาสพบกับผู้นำท้องถิ่นเช่นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนองและผู้นำท้องถ่นแหลมนาว


การจัดประกวดวาดเขียนเด็กในแต่ละแห่ง แต่ละท้องที่ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นพื้นที่ห่างไกล เด็กยากจน ท่านอาจารย์นนท์จึงเตรียมงบซื้อกระดาษดินสอสีให้เด็กๆใช้เป็นอุปกรณ์วาดแข่งขันกันด้วย นอกจากนี้ยังมีงบจัดเป็นรางวัลให้ พร้อมกับมีอาหารหวานคราวให้ฟรีอีก 1 มื้อ

ได้สร้างความตื่นเต้มประทับใจให้กับเด็กรักเรียนเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ผลงานของนิสิตนักศึกษาและผลงานของนักเรียนเหล่านี้ก็ยังได้มีการจัดแสดงให้คนในท้องที่ได้ชื่นชม พร้อมจำหน่ายเพื่อหารายให้กับท้องถิ่น เพื่อนำไปใช้จ่ายในการส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะต่อไป

การจัดงาน Art Camp ที่ท่านอาจารย์นนท์ริเริ่มถือได้ว่าประสบผลสำเร็จงดงามพอสมควร จนมีเสียงเรียกร้องจากจังหวัดต่างๆที่เราไป ขอให้กลับไปจัดอีก และอดีตนิสิตนักศึกษาก็มีความตื่นเต้นยินดีกับกิจกรรมนี้เพราะจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนในท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

การทำงานของท่านอาจารย์ในรอบ 15-16 ปีผ่านมา ด้านการจัดหาทุนให้กับนิสิตนักศึกษาที่เป็นกิจกรรมสำคัญยิ่งนั้น ท่านอาจารย์และคณะได้มีส่วนในการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาเพื่อเข้ารับทุนจากมือ “ป๋า”ไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,170 คน เป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 35 ล้านบาท แล้วยังทำให้กองทุนฯมีเงินเก็บอีกเกือบ 100 ล้านบาท นับว่าเป็นกองทุนฯที่มีความมั่นคงตามสมควร

ที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเงินที่ทุกคนได้รับไปก็คือ หนุ่มสาวที่เป็นนิสิตนักศึกษาที่ได้รับทุนเหล่านี้ได้มีโอกาสมีเพื่อน มีพี่มีน้องเพิ่มขึ้นในหมู่พวกเขา และได้พัฒนาตัวเองไปเป็นครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาศิลปะชั้นนำ อีกจำนวนหนึ่งได้ผันตัวเองเป็นศิลปินอิสระที่ประสบความสำเร็จไปตามๆกัน

ทั้งหมดนี้คือผลบุญที่เป็นรูปธรรมซึ่งท่านอาจารย์ได้ทำไว้...



(โปรดอ่านต่อตอนที่ 3 ที่จะพูดถึงเรื่อง "ทำงานนี้ต้องห้ามป่วย....ห้าม....")

(HOME)