Bangkok Art News

ติดต่อเราได้ที่ E-mail: spintrue@truemail.com

การจากไปของท่านอาจารย์นนท์ (ศาสตรเมธี นนทิวรรธน์ จันทนผะลิน)และได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ได้มีคนพูดถึงเรื่อง "เพลงสุดท้าย......"ในหนังสืองานศพของอาจารย์ ที่บอกเล่าถึงชีวิตการทำงานของท่านส่วนหนึ่งไว้
         Bangkok Art News จึงใคร่ขออนุญาตเป็นตัวแทนคัดลอกบทความนั้นมาลงซ้ำเพื่อให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน มีโอกาสได้อ่าน


เพลงสุดท้าย.........

ตอนที่ 1: ประกวดศิลปะกรรมอาเซียน และที่มา"กินรี"ท่องโลก


บทความนี้เขียนขึ้นยามใกล้ค่ำ ที่มีเสียงเพลง.........


บทความนี้เขียนขึ้นยามใกล้ค่ำ ที่มีเสียงเพลง“สวรรค์ค้าง”ของคุณชายถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ที่ อาจารย์นนท์ (ศาตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน)ชอบ... แว่วมาตามสายลมอย่างแผ่วเบา

เพลงนี้ อาจารย์ชอบร้องให้พวกเราได้ฟังช่วงอาหารเย็น เมื่อมีกิจกรรม art camp(ศิลปะสัญจร)ของกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ “มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์”(กองทุนฯ)ในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มแรกท่านมีตำแหน่งเป็นเลขาคณะกรรมดำเนินงานฯ และเวลาต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นประธานฯ

เมื่อเพลง “สวรรค์ค้าง” จบลง พร้อมกับเสียงตบมือ และมีเสียงเรียกร้องให้ท่านอาจารย์ได้ร้องเพลงต่อ เพราะยังติดใจในเสียงร้อง ท่านเป็นคนขัดใจใครไม่เป็น ก็เดินไปกระซิบคนคุมเครื่องคาราโอเกะ ว่าท่านต้องการร้องเพลง “ยามรัก” เป็นเพลงต่อไป

เสียงดนตรีขึ้นเพลง “ยามรัก” ท่านอาจารย์ได้ยกไมค์ขึ้นร้องเพลง “ยามรัก” ที่ชื่นชอบ แต่ครั้งนี้ท่านไม่มีโอกาสได้ร้องเพลงนี้จบเหมือนที่ผ่านๆมา ท่านได้ขับขานเพลงนี้ไปราวครึ่งเดียวก็สะดุดหยุดลงกลางคั้น เพลงนี้ได้กลายมาเป็น“เพลงสุดท้าย.....”ที่ท่านได้ขับขานด้วยความสุข ก่อนจะจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ

การประกวดศิลปะกรรมอาเซียน(ASEAN Art Awards)

โดยส่วนตัว ผมรู้จักท่านอาจารย์มานานจนจำไม่ได้ว่ารู้จักอาจารย์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำงานร่วมกันมา ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยมาก จนคนหลายคนเรียกเราว่าคู่แฝด

การทำงานร่วมกันมาเท่าที่พอจำ เริ่มขึ้นในปี 2535 ผมได้รับมอบหมายให้ไปเชิญท่านอาจารย์มาเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการตัดสินผลงานศิลปะกรรมอาเซียน(ASEAN Art Awards)

ในยุคนั้นการประกวดศิลปะกรรมอาเซี่ยนหรือASEAN Art Awards มีความโดดเด่นและล้ำหน้ามาก


คุณไพฑูรย์ วิโรจน์โภคา(ที่ 2 จากขวา) ให้การต้อนรับพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในการประกวดศิละกรรมอาเซี่ยน ปีที่ 3


สาเหตุประการแรก เป็นรายการประกวดรายการเดียวที่มีการจัดประกวดระดับประเทศ และระดับภูมิภาคอาเซี่ยน ที่ต้องใช้งบมหาศาล การจัดการต้องมีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อหลายประเทศ เชื่อมกันหลายหน่วยงานทั้งด้านศิลปะและหน่วยราชการเต็มไปหมด

นอกจากนี้แล้วการประกวดยังมีรางวัลสูง เป็นเงื่อนไขจูงใจศิลปินให้เข้าร่วมรางวัลรอบแรก 5 รางวัล ถ้าจำไม่ผิดก็มีรางวัลสูงถึง 250,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขว่าเจ้าภาพไม่การยึดผลงานชนะการประกวด ซึ่งแตกต่างไปจากการประกวดทั่วๆไป ที่ผู้ชนะได้รางวัลที่เป็นตัวเงินแล้ว ผลงานจะตกเป็นของผู้จัด

ขณะเดียวกัน ผลงานชนะเลิศ 5 ชิ้นที่ได้รับการคัดเลือกก็จะถูกนำไปประกวดในระดับอาเซียน ที่จัดหมุนเวียนกันไปตามประเทศต่างๆในอาเซียน เพื่อคัดเลือกสุดยอดผลงานที่ได้รางวัลที่ 1 ที่มีเงินรางวัลสูงมหาศาลในเวลานั้นก็คือ 1,000,000 บาท และไม่มีการยึดผลงานๆยังเป็นของศิลปิน

ปีแรกที่ร่วมทำงานกับท่านอาจารย์สนุกและตื่นเต้นมากตรงที่เมื่อเราส่งผลงาน 5 ชิ้นที่ชนะเลิศระดับประเทศไปประกวดระดับอาเซี่ยนที่สิงคโปร์ ปรากฎว่าศิลปินไทยได้รางวัลที่ 1


สันติ ทองสุุข กับผลงานยอดเยี่ยม(ที่ 1) การประกวดศิลปะกรรมครั้งที่ 1 ที่ประเทศสิงคโปร์


และรางวัลที่ได้มาก็ไม่ใช่ฟลุคๆ เนื่องจากกรรมการตัดสินเป็นชาติที่เป็นกลางทั้งสิ้น คือจาก ฮ่องกง ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ซึ่งทุกคนให้คะแนนผลงานชื่อ“Breath in the Capital City” ในแบบเอกฉันท์ ให้กับผลงานของ “สันติ ทองสุข” ที่ดังเป็นพลุแตกในเวลาต่อมา

ท่านอาจารย์นนท์ได้มาเล่าให้เราฟังในภายหลังว่าที่จริง ผลงานของ“สันติ”เข้ารอบเป็นคนที่ 5 เป็นคนสุดท้ายเป็นผลงานแนวสะท้อนปัญหาสังคมชิ้นเดียว ส่วนอีก 4 ผลงานมีแนวที่แตกต่างออกไป

การที่คณะกรรมการของไทยคัดเลือกให้แต่ละผลงานที่มีแนวสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันไป อาจารย์ได้อธิบายว่าเพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการตัดสินระดับอาเซียนสามารถเลือกผลงานของเราได้หลายแนว ชอบแนวไหนก็มีหมด ทำให้ศิลปินไทยประสบความสำเร็จในการประกวดในครั้งแรก ที่เป็นครั้งสำคัญ

การที่คณะกรรมการของไทยคัดเลือกให้แต่ละผลงานที่มีแนวสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันไป อาจารย์ได้อธิบายว่าเพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการตัดสินระดับอาเซียนสามารถเลือกผลงานของเราได้หลายแนว ชอบแนวไหนก็มีหมด ทำให้ศิลปินไทยประสบความสำเร็จในการประกวดในครั้งแรก ที่เป็นครั้งสำคัญ


2 กรรมการตัดสิน เริ่มจากซ้ายคุณนีล แมนตั่น จากออสเตเลีย ต่อด้วย "ศาสตราจารย์คัว"จากฮ่องกง และ"ดอน แฮริส"


"กินรี"ท่องโลก

ที่ผ่านมา อาจารย์นนท์นอกจากจะเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จในการประกวดศิลปะกรรมอาเซียนแล้ว ท่านก็ยังสร้างผลงานไว้ให้กับคนได้ชื่นชมเป็นจำนวนมากแต่คนใหญ่อาจไม่รู้

ผมขอยกตัวอย่างๆหนึ่งที่คิดว่าพวกเราควรรู้ นั้นก็คือรางวัลการท่องเที่ยว“กินรี”ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่แจกกัน 2 ปีครั้ง และแจกกันมาตั้งแต่ปี 2539 ที่คนไทยและคนที่ได้รับรางวัลน้อยคนจะรู้ว่านั้นเป็นผลงานของท่านอาจารย์ นน ศิลปินแห่งชาติท่านนี้

งานนี้เกิดขึ้นในยุคของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่การท่องเที่ยวฯหรือททท. มีงบอยู่ล้านนิดหน่อยอยากทำรางวัลการท่องเที่ยว เพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการได้มาติดต่อท่านอาจารย์ให้ช่วยสร้างสรรค์รางวัลท่องเที่ยวชิ้นนี้

จ้างกันค่อนข้างกะทันหัน งบก็น้อย เพราะงบจำนวนนี้ให้ทำต้นแบบแล้วผลิตจำนวน 200 ชิ้น เท่าที่ผมจำได้ท่านใช้เวลาราว 1 เดือน จึงคิดออกแล้วสร้างเป็นต้นแบบด้วยดินน้ำมัน ก่อนส่งแบบเพื่อขออนุมัติท่านยังปั้นดินน้ำมันเป็นดอกบัวตูม แบบสดๆต่อหน้าต่อตา ติดไว้มือซ้ายของ “กินรี” ได้อย่างรวดเร็วมหัศจรรย์มาก

ทำให้ผมจำจนตายเลย ว่าคนอะไรเก่งเหลือหลาย หยิบดินขึ้นมาปั้นประเดี๋ยวเดียวเป็นดอกบัวเฉยเลย

อาจารย์ปั้น“กินรี”(ยืนอยู่บนลูกโลก ความสูง 35 ซม.รวมฐานหินอ่อนที่สูง 6 ซม. มือซ้ายถือดอกบัว มือขวามีนกกลางปีกเกาะอยู่ที่ปลายนิ้ว น้ำหนักรวมประมาณ 10 กิโล พร้อมฐานหินอ่อนลายเมฆ

“กินรี”ตัวแรกที่ผมเล่าให้ฟังนี้เป็นตัวต้นแบบ เมื่อแบบได้รับการอนุมัติเพื่อผลิตเป็นผลงานจริงมี 2 แบบ รางวัลที่ 1 หรือแบบที่ 1 เป็นกินรีสีทอง ซึ่งกินรี ลูกโลก ดอกบัวและนก หล่อขึ้นจากบรอนซ์แล้วปิดทองแท้เป็นสีเหลืองทองงามอร่ามตา

รางวัลที่ 2 หรือ แบบที่ 2 กินรี ลูกโลก ดอกบัว และนกก็หล่อด้วยบรอนซ์ คราวเดียวกัน โรงงานเดียวกันแล้วนำมาติดฐานหินอ่อนแบบเดียวกับสีทอง ต่างกันก็ตรงนำไปชุบสีเงินแทนปิดทอง กลายเป็นรางวัลที่ 2 ไป

เมื่อทำจนเสร็จทั้ง 2 แบบ ผมถึงได้มาถึง “บางอ้อ” เมื่อท่านได้อธิบายให้กับผมได้เข้าใจว่า “กินรี” เป็นสัญญาลักษณ์สื่อถึงการท่องเที่ยว เนื่องจาก “กินรี” เป็นตัวแทนของการท่องเที่ยวที่สามารถบินว่อนท่องเที่ยวไปโน้นไปนี่ได้ดังใจหวัง

ส่วนการที่ “กินรี” ต้องยืนเหยียบอยู่เหนือโลก เพื่อแสดงถึงคนเราสามารถท่องโลกได้อิสระไม่มีขอบฟ้าขวางกั้น..ความหมายเป็นอย่างนั้น

ส่วน 2 มือ ของ “กินรี” ที่ถืออะไรเต็มไม้เต็มมือไปหมด ท่านอาจารย์อธิบายว่าที่ถือดอกบัว ก็อยากเห็นการท่องเที่ยวที่มีคุณธรรมทำสิ่งดีๆ เที่ยวเขา เที่ยวป่า ไม่เที่ยวผู้หญิง ไม่เที่ยวโสเภณี กินเหล้าสูบบุหรี่

มืออีกข้างที่มีนกเกาะ ใช่ว่านกตัวนีัหาที่ไปไม่ได้ เลยต้องเกาะตัวแข็งอยู่ที่นิ้วกินรี ที่ท่านปั้นนกไว้ เพื่อต้องการสื่อว่าการท่องเที่ยวที่ดี คนเที่ยวจะต้องช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติในบริเวณที่เราไปอย่างแข็งขัน ไม่ให้ธรรมชาติที่สวยงามถูกทำลาย

ความหมายดีไหมละ...?

รางวัลนี้ การท่องเที่ยวแจกครั้งแรกแจกให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2539

การแจกรางวัลในคืนนั้น “บิ๊กจิ๋ว”ต้องสวมวิญญาณนักก้าม เนื่องจาก “กินรี” มีน้ำหนักมากแจกไปได้ สัก 10 ตัวก็ต้องเปลี่ยนวิธีมาวาง “กินรี” ไว้บนแท่น นายกฯไม่ต้องถือให้หนัก ให้เมื่อย นายกฯกับผู้ประกอบการเพียงยืนแตะ “กินรี” กันคนละข้างถ่ายรูป เสร็จเรียบร้อยแล้วผู้ประกอบการก็หอบ“กินรี”ลงเวทีกลับไป

หลังจากจบการแจกรางวัลในปีแรกแล้ว การท่องเที่ยวก็ขอสิทธิการผลิต “กินรี” จากท่านอาจารย์ ที่ยังเป็นเจ้าของสิทธิอยู่ เพื่อให้สามารถนำไป copy ทำซ้ำได้และทำซ้ำจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ในปีต่อๆมา โดยท่านยินยอมเซ็นยกสิทธิให้โดยดี ไม่เกี่ยงงอนไม่คิดค่าลิขสิทธิ์

เมื่อได้สิทธิมาเป็นที่เรียบร้อยอีก 2 ปี ต่อก็ถึงการมอบรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 2 คราวนี้ “กินรี” ตัวเล็กลง แท่นก็เล็กลง แท่นหินอ่อนก็เปลี่ยนเป็นบรอนซ์ น้ำหลักน้อยลง ทำให้ “กินรี”ของอาจารย์นนท์ บินว่อน อึงคะนึง ไปหมดตามแหล่งท่องเที่ยว หรือร้านทองที่นำเอากินรีไปฝังเพชร (เทียม) บินอยู่ในตู้โชว์ร้านทองหลายแห่ง

งานรางวัลชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นที่ 2 ที่ผมมีส่วนร่วมทำงานกับท่านอาจารย์

(โปรดอ่านต่อตอนที่ 2 ที่จะพูดถึงเรื่อง "กำเนิดกองทุนฯ")


(HOME)